หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

จำนวนจริง (Real Number) คณิตศาสตร์ม.2

จำนวนจริง (Real Number)
จำนวนจริง (Real Number)ระบบจำนวนเลขเท่าที่มนุษย์คิดค้นพบในขณะนี้ประกอบด้วยเลขจำนวน 2 ระบบ คือ
     1. ระบบจำนวนจริง (Real Number System)
     2. ระบบจำนวนเชิงซ้อนประเภทจินตภาพ (Imaginary Number System)
สรุปเป็นแผนภูมิได้ดังนี้



จำนวนตรรกยะ (Rational Number) คือ จำนวนที่สามารถเขียนในรูปเศษส่วน a/b เมื่อ a และ  b  เป็นจำนวนเต็มโดยที่ b ¹ 0  จำนวนตรรกยะ จำแนกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
     1. จำนวนเต็ม (Integer)
     2. เศษส่วน (Fraction)
     3. ทศนิยม (Repeating decimal)

จำนวนอตรรกยะ (irrational Number) คือ จำนวนที่ไม่สามารถเขียนในรูปเศษส่วน a/b เมื่อ a และ  b  เป็นจำนวนเต็มโดยที่ b ¹ 0   หรือจำนวนอตรรกยะคือ  จำนวนที่ไม่ใช่จำนวนตรรกยะนั่นเอง จำนวนอตรรกยะ จำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ใหญ่คือ
     1. จำนวนติดกรณ์บางจำนวน  เช่น   เป็นต้น
     2. จำนวนทศนิยมไม่ซ้ำเช่น 5.18118168473465
          หมายเหตุ p ซึ่งประมาณได้ด้วย 22/7 แต่จริงๆ แล้ว p เป็นเลขอตรรกยะ
          สิ่งที่ควรทราบ
                         
                 จำนวนจริงทุกจำนวนสามารถแทนได้ด้วยจุดบนเส้นจำนวน


รากที่สอง(Square root )     นิยาม  กำหนดให้ a แทนจำนวนจริงบวกใด ๆ หรือ  ศูนย์ รากที่สองของ a คือ จำนวนจริงที่ยกกำลังสองแล้วได้ a
          1. ถ้า a เป็นจำนวนจริงบวก รากที่สองของ a มี 2 ราก  คือ  
          2. ถ้า a = 0 รากที่สองของ a คือ 0

การหารากที่สอง     1. การหารากที่สองโดยแยกตัวประกอบ
          ตัวอย่างที่ 1 จงหารากที่สองของ 64
          วิธีทำ  64 = 2 x2x2x2x2x2   =    8 x 8   =  82                    หรือ 64 = (-8) x (-8)  =  (-8) 2
                    ดังนั้น  รากที่สองของ 64 คือ 8 และ -8
     2. การหารากที่สองของเลขจำนวนเต็มบวกโดยการตั้งหาร

          

     3. การหารรากที่สองของทศนิยม โดยการตั้งหาร
          มีหลักเหมือนการหารากที่สองของเลขจำนวนเต็มทุกประการ  จะแตกต่างกันก็แต่เพียงการแบ่งเลขเป็นชุด ๆ หลังจุดทศนิยมจะแบ่งจากซ้ายไปขวา (โดยเริ่มจากจุดทศนิยม) ครั้งละ 2 หลัก โดยมีเครื่องหมาย , คั่นเช่นกัน  ลองทำดูนะคะ  เช่น  จงหาราที่สองของ 10.58  =  3.2527  เป็นต้น


รากที่ 3 (Cube root)     นิยาม  ให้ a แทนจำนวนจริงใด ๆ  รากที่สามของ a คือ จำนวนจริงที่ยกกำลังสามแล้วได้  a เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์  
     หมายเหตุ :  รากที่สามของจำนวนจริงใด ๆ จะเป็นจำนวนตรรกยะหรือ
อตรรกยะอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น 


คุณสมบัติของจำนวนเต็ม     1. จำนวนนับ  (counting number) คือ จำนวนที่เราใช้นับสิ่งของต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ 1, 2 , 3 , … หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จำนวนธรรมชาติ (natural  number) จำนวนนับจำแนกได้ 2 กลุ่มคือ จำนวนคู่ กับจำนวนคี่
          1.1 จำนวนคู่ (odd number) คือ จำนวนนับที่มี 2 เป็นตัวประกอบ (หาร 2 ลงตัว) เช่น 2, 4 , 6 , 8 ,…. เป็นต้น
          1.2 จำนวนคี่ (even number) คือ จำนวนนับอื่นที่ไม่ใช่จำนวนคู่(หาร  2 ไม่ลงตัว) เช่น 1 ,3 , 5 , 7 …เป็นต้น
     2. ตัวประกอบ (factor) คือ จำนวนนับที่หารจำนวนนับนั้นได้ลงตัว
          เช่น  2  เป็นตัวประกอบของ  4  เพราะ 2 หาร 4 ได้ลงตัว
                 5  เป็นตัวประกอบของ  15 เพราะ 5 หาร  15 ได้ลงตัว
     3. จำนวนเฉพาะ (prime number) คือ จำนวนนับที่มากกว่า 1 และมีตัวประกอบเพียง 2 ตัวคือ 1 และตัวมันเอง เช่น 2, 3 , 5 , 7 , 11 ,…
     4. การแยกตัวประกอบ (factoring) คือ ประโยคที่แสดงการเขียนจำนวนนั้น ๆ ในรูปการคูณของตัวประกอบเฉพาะ
          การแยกตัวประกอบนิยมใช้มี 3 วิธีคือ
               4.1 ใช้แผนภาพต้นไม้ (treediagram) แล้วนำตัวประกอบเฉพาะทุกตัวที่อยู่ปลายกิ่งไม้ทุก ๆ กิ่งมาคูณกัน เช่น
                         
                         ดังนั้น  50 = 5 x 2 x 5
               4.2 ใช้การเขียนในรูปผลคูณของตัวประกอบร่วม (แนวคิดจากวิธีที่ 1) เช่น  50 = 5 x 10  = 5 x 2 x 5
               4.3 ใช้วิธีหารสั้นโดยใช้จำนวนเฉพาะที่เป็นตัวประกอบของจำนวนนั้น ๆ มาหาร เช่น  จงแยกตัวประกอบของ 1155
                                      
                         ดังนั้น  1155 = 5 x 3 x 7 x 11
     5. ตัวหาร่วมมาก (ห.ร.ม.)(greatest common divisor) คือ ตัวประกอบร่วมที่มีค่ามากที่สุดของจำนวนนับเหล่านั้นนั่นเอง
          ตัวอย่าง   ค่ายลูกเสือแห่งหนึ่งมีลูกเสือมาพักแรม 3 กอง กองที่ 1 มี 45 คน กองที่ 2 มี 60 คน กองที่ 3 มี 90 คน  ถ้าจะแบ่งลูกเสือในแต่ละกองออกเป็นหมู่ ๆ ให้แต่ละหมู่มีสมาชิกเท่ากันและมากที่สุด จะต้องแบ่งลูกเสือออกเป็นหมู่ละกี่คน
               วิธีทำ จำนวนลูกเสือมากที่สุดคือ การหา ห.ร.ม.  ของ 45 , 60 และ 90
                              
                         ดังนั้น ห.ร.ม. ของ 45 , 60 และ 90  คือ  5 x 3  =  15
     6. ตัวคูณร่วมน้อย (ค.ร.น.) (least common multiple ) คือ ตัวคูณร่วมน้อยที่สุดของจำนวนนับเหล่านั้นนั่นเอง
          ตัวอย่าง  จงหา ค.ร.น. ของ 9, 30  และ  40
               วิธีทำ
                              
                    ดังนั้น  ค.ร.น. ของ 9 , 30 และ 40  คือ  3 x 5 x 2 x 3 x 4  =  360

ความสัมพันธ์ของ ค.ร.น. และ ห.ร.ม. คือ ถ้า A เป็น ค.ร.น. ของ x กับ y   และ  B  เป็น ห.ร.ม. ของ x  กับ  y  จะได้ว่า    AxB  =  (x)(y)
     เช่น  ค.ร.น. ของ 8 และ 12 คือ 24 และ ห.ร.ม. ของ 8 และ 12 คือ 4
     จะได้ว่า  24x4 = 8x12    96 = 96

สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว

    สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว  พร้อมตัวอย่าง


สมการ
                 สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว
                    นิยาม   สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว  คือ  สมการที่มีตัวแปรหรือตัวไม่ทราบค่า  (unknow)  และเลขชี้กำลัง
        ของตัวแปรเป็น  1  ตัวแปรอาจปรากฎเพียงข้างใดข้างหนึ่งของเครื่องหมาย  “ = ”  หรือ  ปรากฏทั้งสองข้างแต่
        เมื่อจัดรูปให้อยู่ในรูปผลสำเร็จโดยมี  x  เป็นตัวแปร    a , b  เป็นค่าคงตัว  และ a ไม่เท่ากับ  0  จะอยู่ในรูปแบบ
        สมการเป็น             ax + b = 0
               
                สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว  จะมีค่าคำตอบเพียงค่าเดียวเท่านั้น  คือ  จำนวนที่เมื่อนำไปแทนค่าตัวแปรใน
        สมการแล้วทำให้สมการนั้นเป็นจริง   บางครั้งจะเรียกคำตอบของสมการว่า  รากของสมการ
                คำสั่งของโจทย์ประเภทนี้มักใช้คำว่า  จงแก้สมการ  จงหาค่า  x  (ตัวแปรในสมการ)  จงหารากของสมการ
        หรือจงหารคำตอบของสมการ
                สมการ  2  สมการจะสมมูลกันก็ต่อเมื่อคำตอบของสมการ  ทั้งสองต้องเท่ากัน

           การแก้สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว

               การแก้สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว  ต้องอาศัยสมบัติการเท่ากันของจำนวนที่ว่า  จำนวน   2    จำนวน  
        ที่เท่ากันเมื่อเพิ่มหรือตัดออกเท่ากันย่อมเท่ากัน    
                        ตัวอย่างที่ 1          จงหาคำตอบของสมการ    2x  –  5   =   8
                        วิธีทำ                     จากสมการ            2x  –  5   =   8
                                           จะได้                        2x  –  5  +  5   =   8 + 5                                       (นำ  5  ไปบวกทั้งสองข้าง)
                                                                                x  +  7   =   9
                                  จะได้                             x  +  7  –  7   =   9  – 7                                       (นำ  -7  ไปบวกทั้งสองข้าง)
                                                                                       3x   =   15
                                                                             1/3  .  3x   =   15 . 1/3                                   (นำ 1/3  ไปคูณทั้งสองข้าง)
                                                                                    (1)x    =   5
                                                                                         x    =    5                                 นั่นคือ      x    =    5                 

                                ข้อแนะนำในการแก้สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวมีดังนี้
1.       ทำให้เป็นผลสำเร็จโดยการจัดให้ตัวแปรและค่าคงตัวอยู่คนละข้างของเครื่องหมาย “ = ”
                       ตัวอย่างเช่น                                       3x  +  4   =   10
                                                                           3x  +  4  –  4  =   10  –  4                                    (นำ  4  ลบออกทั้งสองข้าง)
                                                                                          3x   =   6
                                                                                 1/3 .  3x   =   1/3 . 6                                      (นำ 1/3   ลบออกทั้งสองข้าง)
                                                           ดังนั้น                       x   =   2

                  2.       ถ้าพบวงเล็บในสมการ เช่น (  ) . [  ]  หรือ  {  }  ต้องถอดวงเล็บทิ้งไป  โดยถอดที่ละวงเล็บ
          และต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง  หน้าวงเล็บใดมีเครื่องหมาย .”-“  เมื่อถอดวงเล็บออกแล้วต้องเปลี่ยนเครื่องหมาย
          ทุกจำนวนภายในวงเล็บนั้นเป็นจำนวนตรงข้าม

                            ตัวอย่างเช่น                                    1 + 2 { 5  –  ( 3x – 2 ) }   =   3
                                           จะได้                             1 +  2 { 5 - ( 3x - 2 ) } - 1   =  3 -  1                      (นำ 1 ลบออกทั้งสองข้าง)
                                                                                                 2 { 5 - 3x  + 2 }   =    2                     อย่าลืม!  เปลี่ยนเครื่องหมาย
                                                                                                1/2 . 2 { 7 - 3x }   =  2 . 1/2               (นำ  1/2    คูณทั้งสองข้าง)
                                                                                                                7 - 3x    =   1
                                                                                                     7  –  3x  –  7    =   1  –  7              (นำ 7 ลบออกทั้งสองข้าง)
                                                                                                     -(  1/3 ) . - 3x   =   -6 ( -1/3 )         (นำ -1/3   คูณทั้งสองข้าง)
                                                                                                            ดังนั้น  x   =    2
  
                     การแก้สมการเมื่อจำนวนในสมการส่วนมากอยู่ในรูปเศษส่วน 
         จะไม่สะดวกในการทำให้เป็นผลสำเร็จ  อาจทำให้  “ส่วน”  หมดไปโดยการนำ  ค.ร.น.  ของส่วนทั้งหมด
คูณตลอดสมการนั้น
                               
                   โจทย์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว
                       โจทย์ประเภทนี้จะมีข้อความที่ไม่ทราบค่าปรากฏอยู่  และข้อความที่เกี่ยวข้องกับข้อความอื่น  ๆ  อีกหลาย
           ข้อความในโจทย์นั้น  ซึ่งอาจมีความสัมพันธ์กับข้อความนั้น  ๆ  โดยตรงหรือโดยอ้อม  การแก้ปัญหาเกี่ยวกับ
            โจทย์สมการก็คือการหาคำตอบของโจทย์นั่นเอง 
                      โดยวิธีการกำหนดตัวแปรแทนข้อความที่ไม่ทราบค่านั้น  (นิยมใช้  x  เป็นตัวแปร)  แล้วเขียนข้อความอื่น  ๆ
           ในรูปของ  x  นี้  สร้างสมการขึ้นมา

                    ตัวอย่างเช่น         ก   มีเงินมากกว่า   ข   อยู่   12   บาท    ก   กับ  ข    มีเงินรวมกัน   88    บาท  ก    มีเงินเท่าไหร่
                วิธีทำ      ให้   ก    มีเงิน    x   บาท  จะได้   ข   มีเงิน  x  –  12    บาท
                                         ก   และ   ข   มีเงินรวมกัน  88  บาท
                                              สมการคือ                                x +  ( x - 12 )   =    88      
                                                                                                                   2x  =    88 + 12
                                                                                                                    x    =    50
                                                นั่นคือ  ก  มีเงิน  50  บาท

            

            ข้อแนะนำในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับโจทย์ปัญหาสมการทั่วๆ ไป     มีดังนี้

                        1)     เมื่ออ่านปัญหาโจทย์แล้วจะต้องกำหนดตัวแปรแทนข้อความที่ยังไม่ทราบค่าในโจทย์ซึ่งอาจมีหลาย
            ข้อความโดยทั่วไป  มักจะกำหนดตัวแปรแทนข้อความที่โจทย์ถาม  แต่ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ทุกครั้ง  ทั้งนี้เนื่อง
            จากบางครั้งการทำเช่นนี้จะทำให้เข้าสมการ   (เขียนความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรกับข้อความอื่นๆ  ที่ปรากฎ
            ในโจทย์)      ไม่สะดวกหรืออาจทำได้ยากกว่าการกำหนดตัวแปรแทน ข้อความอื่น  (ที่โจทย์มิได้ถาม)  ซึ่งมี
            ความคล่องในการเขียนสมการสมพันธ์กับข้อความต่าง ๆ  ที่ปรากฏในโจทย์  แต่ต้องระวังเวลา ตอบต้องไม่
            ตอบค่าของตัวแปรนั้น  จะต้องนำค่าตัวแปรไปแทนข้อความที่โจทย์ถาม

                    ตัวอย่างเช่น     สี่เหลี่ยมผืนผ้ารูปหนึ่งมีเส้นรอบรูปยาว  14  นิ้ว  มีด้านยาวยาวกว่าสองเท่าของด้านกว้าง
            อยู่   1  นิ้ว  สี่เหลี่ยมนี้มีพื้นที่เท่าใด
                วิธีทำ      กำหนดตัวแปร  (x)   แทนข้อความที่โจทย์ถามจะไม่สะดวก  จึงควรกำหนดให้สี่เหลี่ยมมีด้านกว้าง  x  นิ้ว
                                 ด้านยาวจะยาว  2x  +  1    นิ้ว
                                 เส้นรอบรูปยาว     14    นิ้ว
                           เข้าสมการได้                                       2 [ x + ( 2x + 1 )]    =   14
                                                                                                       3x  +  1   =   7
                                                                                                               x     =     2
                                                     ดังนั้น      ด้านกว้างยาว  เท่ากับ    2  นิ้ว
                                                                      ด้านยาวยาว    เท่ากับ    2( 2 )  +  1   =   5    นิ้ว
                                                    นั้นคือ  สี่เหลี่ยมผืนผ้ามีพื้นที่เท่ากับ     2 ( 5 )     =    10    ตารางนิ้ว

                             ข้อสังเกต  ยังนิยมใช้  x  เป็นตัวแปรแทนข้อความที่ไม่ทราบค่าหลังคำว่า  “ของ” เช่น  ในข้อแนะนำ
ข้อที่  1  มีข้อความว่า
                     ด้านยาวยาวกว่าสองเท่าของด้านกว้างอยู่          1         นิ้ว
                     ให้  ด้านกว้างยาว                                               x        นิ้ว
                     ดังนั้น  ด้านยาวจะยาว                                    2x + 1    นิ้ว


                    การแก้สมการ คือ การหาค่าของตัวแปรในสมการที่ทำให้สมการเป็นจริงโดยอาศัยสมบัติการ
        เท่ากันของจำนวนจริง ดังนี้

                    สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว
                    สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว คือ สมการที่มีตัวแปรเพียงตัวเดียว และเลขขี้กำลังของตัวแปรเป็น 1 
        สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวจะสามารถเขียนให้อยู่ในรูปอย่างง่าย ดังนี้
        ax + b = 0 เมื่อ a, b เป็นค่าคงตัว และ a ไม่เท่ากับ 0 เช่น

            2x + 3  =  0 
            2a + 1  =  0

                    สมบัติการเท่ากันของจำนวนจริง
               เมื่อ a, b และ c เป็นจำนวนจริง

                    1)สมบัติสมมาตร (symmetric property)
                                ถ้า a = b แล้ว b = a

                    2) สมบัติการถ่ายทอด (transitive property)
                                ถ้า a = b และ b = c แล้ว a = c 

                     3) สมบัติการแจกแจงหรือการกระจาย(distributiveproperty)
                                a(b+c) = ab + ac

                    4) สมบัติการบวก(additiveproperty)
                                ถ้า a = b แล้ว a + c = b + c
                                หรือ a - c = b - c 

                    5) สมบัติการคูณ (multiplicative property)
                                ถ้า a = b แล้ว
                                a x c = b x c
                                หรือ a / c = b / c เมื่อ c ไม่เท่ากับ 0




แผนที่ไทยสมัยธนบุรี


แผนที่ไทยสมัยธนบุรี



หลังจากได้กอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนจากพม่าได้แล้ว พระเจ้าตากสินทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยา  ถูกพม่าเผาผลาญเสียหายมาก ยากที่จะฟื้นฟูให้เหมือนเดิม พระองค์จึงย้ายเมืองหลวง มาอยู่ที่กรุงธนบุรี แล้วปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า “พระบรมราชาธิราชที่ 4" (แต่ประชาชนนิยมเรียกว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชหรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี) ครองกรุงธนบุรีอยู่ 15 ปี นับว่าเป็นพระมหา กษัตริย์พระองค์เดียวที่ปกครองกรุงธนบุรีการตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี
สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่กรุงธนบุรี เนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้ 1. กรุงศรีอยุธยาชำรุดเสียหายมากจนไม่สามารถจะบูรณะปฏิสังขรณ์ให้ดีเหมือนเดิมได้
   กำลังรี้พลของพระองค์มีน้อยจึงไม่สามารถรักษากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองใหญ่ได้

2. ทำเลที่ตั้งของกรุงศรีอยุธยาทำให้ข้าศึกโจมตีได้ง่าย

3. ข้าศึกรู้เส้นทางการเข้าตีกรุงศรีอยุธยาดี

ส่วนสาเหตุที่พระเจ้าตากสินทรงเลือกกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง เนื่องจากทำเลที่ตั้งกรุงธนบุรีอยู่ใกล้ทะเล ถ้าเกิดมีศึกมาแล้วตั้งรับไม่ไหวก็สามารถหลบหนี ไปตั้งมั่นทางเรือได้กรุงธนบุรีเป็นเมืองเล็กจึงเหมาะกับกำลังคนที่มีอยู่พอจะรักษาเมืองได้กรุงธนบุรี มีป้อมปราการที่สร้างไว้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาหลงเหลืออยู่ ซึ่งพอจะใช้เป็นเครื่องป้องกันเมืองได้ในระยะแรก

ด้านการปกครอง หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียให้แก่พม่า เมื่อ พ.ศ. 2310 บ้านเมืองอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อย มีการปล้นสะดมกันบ่อย ผู้คนจึงหาผู้คุ้มครองโดยรวมตัวกันเป็นกลุ่มเรียกว่าชุมนุม ชุมนุมใหญ่ๆ ได้แก่ ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก ชุนนุมเจ้าพระฝาง ชุมนุมเจ้าพิมาย ชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช เป็นต้น สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงใช้เวลาภายใน 3  ปี ยกกองทัพไปปราบชุมนุมต่างๆ ที่ตั้งตนเป็นอิสระจนหมดสิ้นสำหรับระเบียบการปกครองนั้น พระองค์ทรงยืดถือและปฏิบัติตามระเบียบการปกครองแบบสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายตามที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงวางระเบียบไว้ แต่รัดกุมและมีความเด็ดขาดกว่า คนไทยในสมัยนั้นจึงนิยมรับราชการทหาร เพราะถ้าผู้ใดมีความดีความชอบ ก็จะได้รับการปูนบำเหน็จอย่างรวดเร็ว

ในขณะที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชขึ้นครองราชสมบัตินั้น บ้านเมืองกำลังประสบความตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างที่สุด เกิดการขาดแคลนข้าวปลาอาหาร และเกิดความอดอยาก ยากแค้น จึงมีการปล้นสะดมแย่งชิงอาหาร มิหนำซ้ำยังเกิดภัยธรรมชาติขึ้นอีก ทำให้ภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้ายอยู่แล้วกลับทรุดหนักลงไปอีก ถึงกับมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงแก้ไขวิกฤตการณ์ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ทรงสละทรัพย์ส่วนพระองค์ ชื้อข้าวสารมาแจกจ่ายแก่ราษฎรหรือขายในราคาถูก พร้อมกับมีการส่งเสริมให้มีการทำนาปีละ 2 ครั้ง เพื่อเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอ

ในตอนปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เนื่องจากพระองค์ทรงตรากตรำ ทำงานหนักในการสร้างความเป็นปึกแผ่นแก่ชาติบ้านเมือง พระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ ได้ บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีพระสติฟั่นเฟือน ทำให้บ้านเมืองเกิดความระส่ำระสายและได้เกิดกบฏขึ้นที่กรุงเก่า พวกกบฏได้ทำการปล้นจวนพระยาอินทรอภัย ผู้รักษากรุงเก่าจนต้องหลบหนีมายังกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดให้พระยาสรรค์ไปสืบสวนเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่พระยาสรรค์กลับไปเข้าด้วยกับพวกกบฏ และคุมกำลังมาตีกรุงธนบุรี แล้วจับตัวสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาคุมขังเอาไว้ การจราจลในกรุงธนบุรี ทำให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกต้องรีบยกทัพกลับจากเขมร เพื่อเข้าแก้ไขสถานการณ์ในกรุงธนบุรี และจับกุมผู้ก่อการกบฏมาลงโทษรวมทั้งให้ข้าราชการปรึกษาพิจารณา ความที่มีผู้ฟ้องร้องกล่าวโทษ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในฐานะที่ทรงเป็นต้นเหตุแห่งความยุ่งยากใน กรุงธนบุรี และมีความเห็นให้สำเร็จโทษพระองค์เพื่อมิให้เกิดปัญหายุ่งยากอีกต่อไป สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงถูกสำเร็จโทษและเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2325 พระชนมายุได้ 45 พรรษา
ประวัติศาสตร์ไทยสมัยธนบุรีการสถาปนากรุงธนบุรีภายหลังการสูญเสียกรุงศรีอยุธยา แก่พม่าแล้ว บ้านเมืองอยู่ในสภาพระส่ำระสาย ขาดพระเจ้าแผ่นดินปกครอง ประชาชนพากันหลบหนีไปอยู่ตามป่า และหัวเมืองห่างไกล  อย่างไรก็ตาม การเสียกรุงครั้งที่ 2  นี้ยังมีหัวเมืองอีกหลายแห่ง ที่รอดพ้นจากการทำลายของพม่า จึงได้มีผู้นำคนไทยตั้งตัวเป็นเจ้าชุมนุมขึ้น  เพื่อรวบรวมกำลังเข้ากอบกู้อิสรภาพต่อไป
ชุมนุมคนไทยทั้ง  5 ชุมนุม ได้แก่
1.ชุมนุมเจ้าพิมาย
2.ชุมนุมเจ้าพระฝาง
3.ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก
4.ชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช
5.ชุมนุมเจ้าตาก  หรือพระยาตาก (สิน)  ซึ่งสามารถกอบกู้เอกราชกลับคืนมาได้  ภายในปีเดียวกันนั้น  โดยใช้เวลาเพียง 7  เดือน
พระราชประวัติพระเจ้าตากสินมหาราช และการกอบกู้อิสรภาพ พระเจ้าตากสินมหาราช มีพระนามเดิมว่า  สิน มีชาติกำเนิดเป็นสามัญชน  บิดาชื่อขุนพิพัฒน์ (ไหฮอง-เชื้อชาติจีน) มารดาชื่อ  นางนกเอี้ยง ได้รับการศึกษาอบรม จนได้รับราชการเป็นขุนนางในตำแหน่งเจ้าเมืองตาก

พระยาตาก มีฝีมือในการรบแข้มแข็ง  จึงถูกเกณฑ์มาช่วยรักษากรุงศรีอยุธยา แต่เกิดความท้อใจจึงนำพรรคพวกประมาณ  500 คนตีฝ่ากองทัพพม่าออกไป พระยาตากได้รวบรวมหัวเมืองทะเลตะวันออก แล้วตั้งบนที่มั่นที่เมือ งจันทบุรี  เพราะเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร เมื่อต่อเรือและรวบรวมผู้คนได้พร้อมแล้ว พระยาตากจึงได้เคลื่อนทัพเรือ มุ่งเข้าตีกองทัพพม่า ที่ค่ายโพธิ์สามต้น สุกี้พระนายกองได้ต่อสู้จนตายในที่รบ

หลังจากกอบกู้เอกราชได้แล้ว เจ้านายและข้าราชการ ได้พร้อมใจกันอัญเชิญให้พระยาตาก ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่  4 แต่ประชาชนทั่วไปนิยมเรียกว่า 
พระเจ้าตากสิน หรือพระเจ้ากรุงธนบุรี
ภายหลังกู้เอกราชแล้ว พระเจ้าตากสินมหาราชทรงพิจารณาว่า สภาพของกรุงศรีอยุธยา ได้เสื่อมโทรมลงไปมาก ทั้งนี้เพราะ

1. ได้รับความเสียหายจากการรบแบบกองโจรของพม่า
2. กรุงศรีอยุธยา มีอาณาเขตกว้างขวาง เกินกำลังของพระยาตาก ที่จะรักษาไว้ได้
3. ข้าศึกษารู้จักภูมิประเทศเป็นอย่างดี ทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบ
4. ที่ตั้งของกรุงศรีอยุธยา ข้าศึกษาสามารถโจมตีได้ทั้งทางบกและทางน้ำ
5. กรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ห่างจากปากน้ำมาก  ไม่เหมาะในการค้าทางทะเล 


พระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงเลือกกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้1. กรุงธนบุรีเป็นเมืองขนาดเล็ก
2. ตั้งอยู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา  สะดวกในการติดต่อค้าขาย
3. สะดวกในการควบคุมกำลัง ลำเลียงอาวุธและเสบียงต่าง ๆ
4. ถ้าไม่อาจต้านทานข้าศึกได้ สามารถย้ายที่มั่นไปอยู่ที่จันทบุรีได้
5. ธนบุรี มีป้อมปราการที่เคยสร้างไว้ตั้งแต่สมัยอยุธยา
 
การรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่น และการขยายอาณาจักร พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงกอบกู้เอกราช  และรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่น โดยใช้เวลาเพียง 3 ปี   สาเหตุที่ พระเจ้าตากสินมหาราช สามารถกอบกู้เอกราชและรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่นได้  เนื่องจาก

1. พระปรีชาสามารถในการรบ
2. พระปรีชาสามารถในการผูกมัดใจคน
3. ทหารของพระองค์มีระเบียบวินัย  กล้าหาญ
หลังจากกอบกู้เอกราช รวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่น และตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีแล้ว ไทยต้องทำสงครามกับพม่า  เพื่อป้องกันอาณาจักรอีกถึง  9 ครั้ง  โดยสามารถป้องกันบ้านเมืองไว้ได้สำเร็จ
การขยายอาณาจักรหลังจากเหตุการณ์ภายในกรุงธนบุรีสงบเรียบร้อยแล้ว  พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเริ่มขยายอาณาเขตไปยังปร ะเทศใกล้เคียง  ดังนี้
1. การขยายอำนาจไปยังเขมร - เขมรเกิดการแย่งอำนาจกัน  พระเจ้ากรุงธนบุรี จึงโปรดยกทัพไปปราบปราม  แต่ครั้งแรกยังไม่สำเร็จ
- ในปี พ.ศ. 2314  โปรดให้ยกทัพไปตีเขมรอีก และสามารถตีเขมรได้สำเร็จ
- ในปี พ.ศ. 2323 ได้เกิดกบฎในเขมร จึงโปรดให้ยกทัพไปปราบปรามอีกแต่ยังไม่ทันสำเร็จพอดีเกิดการจลาจลในกรุงธนบุรี จึงยกทัพกลับ
2. การขยายอำนายไปยังลาว - การตีเมืองจำปาศักดิ์
- การตีเมืองเวียงจันทน์  ซึ่งทำให้ได้พระพุทธรูปที่สำคัญมา 2 องค์ คือ  พระแก้วมรกต และ พระบาง 


อาณาเขตประเทศไทยในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน มีดังนี้- ทิศเหนือ ได้ดินแดนเมืองหลวงพระบาง เวียงจันทน์
-
 ทิศตะวันออก ได้ดินแดนลาว และเขมรทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง จดดินแดนญวน
- 
ทิศใต้ ได้ดินแดนเมืองกลันตัน ตรังกานู และไทรบุรี
- 
ทิศตะวันตก จดดินแดนเมืองเมาะตะมะ ทวาย และตะนาวศรี

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  ได้ทรงกอบกู้อิสรภาพของชาติไทย รวบรวมอาณาเขตประเทศไทย ให้เป็นปึกแผ่น ทรงปฏิบัติการรบด้วยความกล้าหาญ ขยายอาณาเขตออกไปได้กว้างขวาง นับว่าพระองค์ เป็นมหาวีรกษัตริย์ที่ได้ทรงทำคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ให้ไว้แก่ชาติไทยเป็นอันมาก ควรแก่การเทิดทูนในพระเกีย รติคุณเป็นอย่างยิ่ง    ต่อมาในปลายรัชกาล พระองค์เสียพระจริต จึงถูกข้าราชการปลดพระองค์ออกจากราชสมบัติรวมเวลาครองราชย์อยู่ 15 ปี สิ้นสุดสมัยกรุงธนบุรีเมื่อ พ.ศ. 2325 ประชาชนชาวไทยในหนหลัง ได้ถวายพระนามว่า 
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


คลองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และความเจริญเติบโตของกรุงธนบุรี

 

ประวัติเพลงชาติไทย


ประวัติเพลงชาติไทย

เพลงชาติไทยมีขึ้นนับแต่มีการเปลี่ยนแปลงใน พ.ศ.2475 ขณะนั้นประเทศไทยใช้ชื่อว่า ประเทศสยาม เพลงชาติไทยครั้งแรก 
จึงมีเนื้อร้องใช้ชื่อประเทศสยาม ผู้ประพันธ์เนื้อร้อง คือ ขุนวิจิตรมาตรา ( รองอำมาตย์โทสง่า กาญจนาคพันธุ์ ) และ พระเจนดุริยางค์ ( ปิติ วาทยากร ) 
ประพันธ์ทำนอง เนื้อร้องเพลงชาติครั้งแรกมีดังนี้

"แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง                 ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตแดนสง่า

สืบเผ่าไทยดึกดำบรรพ์โบราณมา                             รวมรักษาสามัคคีทวีไทย
บางสมัยศัตรูจู่โจมตี                                               ไทยพลีชีพร่วมรวมรุกไล่
เข้าลุยเลือดหมายมุ่งผดุงไผท                                  สยามสมัยโบราณรอดตลอดมา
อันดินสยามคือว่าเนื้อของไทย                                 น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราชคือเจดีย์ที่เราบูชา                                        เราจะสามัคคีร่วมมีใจ
รักษาชาติประเทศเอกราชจงดี                                ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินไทย                                สถาปนาสยามให้เทิดไทย ไชโยฯ "            


ประวัติเนื้อเพลงชาติไทย พุทธศักราช ๒๔๘๒ รัฐบาลเปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" มาเป็นประเทศไทย 
ทำให้เกิดการแก้ไขบทร้องเพลงชาติใหม่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งโดยประกาศให้ยื่นประกวดเนื้อเพลงที่แต่งให้เข้ากับทำนองเพลงชาติเดิม
การประกวดครั้งนี้มีผู้ส่งบทเนื้อร้องเข้าร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก ในที่สุดคณะกรรมการได้คัดเลือกบทเนื้อร้องของหลวงสารานุประพันธ์
เสนอให้คณะรัฐมนตรีวินิจฉัย ที่ประชุมปรึกษาพิจารณาแล้วลงมติรับบทเพลงนั้น โดยแก้ไขไปบ้างตามความเหมาะสม 
วันที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๒ รัฐบาลจึงได้ประกาศ "รัฐนิยมฉบับที่ ๖" ให้ใช้ทำนองเพลงชาติของพระเจนดุริยางค์
ตามแบบที่มีอยู่ในกรมศิลปกรส่วนเนื้อร้องเพลงชาติให้ใช้บทเพลงของหลวงสารานุประพันธ์ ซึ่งประพันธ์ขึ้นในนามของกองทัพบก 
ดังที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่ในทุกวัน 

เนื้อเพลง

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย        เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงค งไว้ได้ทั้งมวล                           ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี
ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด                  เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี                   เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย

ความหมายของเนื้อร้องเพลงชาติไทย  (ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา อธิบาย) 

ประเทศไทยเป็นถิ่นที่รวมชนผู้มีเลือดหเนื้อเชื้อชาติไทยไว้ให้ได้อยู่อาศัยร่วมกัน แผ่นดินทุกส่วนของประเทศไทย
ย่อมเป็นของชาวไทยทุกคน ประชาชนไทยรักษาแผ่นดินไทยทั้งหมดไว้ได้ ก็ด้วยทุกคนมีน้ำใจสามัคคี รักคนไทยด้วยกัน
และรักประเทศชาติ ชนไทยรักที่จะอยู่อย่างสุขสงบ แต่ถ้าจำเป็นต้องรบกับศัตครูแล้วคนไทยไม่เคยขลาดกลัวเลย
ไม่มีวันยอมให้ศัตรูหน้าไหนมาข่มขู่ทำลายความเป็นอิสระของชาติไทยได้ ทุกคนยอมสละเลือดทุกหยดเพื่อชาติไทยอยู่ยั่งยืน 
จะปกป้องคุ้มครองประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป และให้มีแต่ชัยชนะตลอดไป.